Bring Your Voice To Life Business ทำไมโรคเก๊าท์ถึงเรียกว่า ‘โรคของราชา’ และทำไมถึงเกิดในยุคปัจจุบัน? 

ทำไมโรคเก๊าท์ถึงเรียกว่า ‘โรคของราชา’ และทำไมถึงเกิดในยุคปัจจุบัน? 

โรคเก๊าท์

“โรคเก๊าท์” หรือที่เรียกกันว่า “โรคของราชา” เป็นโรคที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ด้วยความเชื่อที่ว่าโรคนี้มักจะเกิดในกลุ่มคนชั้นสูงที่มีชีวิตหรูหรา และมักพบในบุคคลที่กินอาหารดีมีราคาและดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป แต่ในยุคปัจจุบัน โรคเก๊าท์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคนรวยหรือชนชั้นสูงอีกต่อไป มันกลับกลายเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกคนทุกกลุ่มวัย หากมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารหรือวิถีชีวิตที่เสี่ยงต่อการสะสมกรดยูริกในร่างกาย 

ทำไมเรียกว่า “โรคของราชา”? 

การที่โรคเก๊าท์ได้รับฉายาว่า “โรคของราชา” นั้นมาจากประวัติศาสตร์ที่เคยพบได้ในหมู่ชนชั้นสูงที่มีการใช้ชีวิตที่หรูหราและฟุ่มเฟือย พวกเขามักบริโภคอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานสูง เช่น เนื้อสัตว์ที่มาจากสัตว์หายาก เครื่องในสัตว์ รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ไวน์และเบียร์ในปริมาณมาก การบริโภคเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้กรดยูริกในเลือดสูง และหากร่างกายไม่สามารถขับกรดยูริกออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันจะไปสะสมในข้อ ทำให้เกิดการอักเสบและปวดรุนแรงที่ข้อได้ โดยเฉพาะที่ข้อเท้าและข้อเข่า ซึ่งคนที่มีฐานะดีในสมัยก่อนมักจะมีวิถีชีวิตแบบนี้มากที่สุด 

ในยุคนั้น โรคเก๊าท์จึงกลายเป็นเครื่องหมายของคนมีฐานะหรือชนชั้นสูงที่สามารถบริโภคอาหารหรูหราและเครื่องดื่มที่มีราคาแพงได้ แต่นี่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของการกินเพียงอย่างเดียว โรคนี้ยังสะท้อนถึงการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ซึ่งส่งผลให้ร่างกายไม่ได้รับการดูแลในแง่ของสุขภาพเท่าที่ควร 

ทำไมโรคเก๊าท์ถึงเกิดในยุคปัจจุบัน? 

ในยุคปัจจุบัน โรคเก๊าท์ไม่ใช่เรื่องของคนรวยหรือคนมีฐานะเท่านั้น เพราะวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะพฤติกรรมการกินอาหารและการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โรคเก๊าท์กลายเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทุกกลุ่มคน 

  1. พฤติกรรมการกินอาหารที่เปลี่ยนไป 
    การบริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูงและไขมันมาก เช่น เนื้อสัตว์แปรรูป, อาหารทอด, อาหารจานด่วน หรืออาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน เช่น เครื่องในสัตว์ หรือแม้แต่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก กลายเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไปในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่อาจไม่มีเวลาทานอาหารที่มีประโยชน์หรือทำอาหารเอง จึงหันไปทานอาหารฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารที่สะดวกในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้กรดยูริกในร่างกายสูงขึ้นและมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเก๊าท์ได้ 
  1. การดำเนินชีวิตที่ไม่สมดุล 
    ในสังคมที่มีการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ บางคนอาจมีการนอนหลับไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย หรือใช้ชีวิตที่ไม่ใส่ใจสุขภาพ ทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายไม่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย หากระบบการทำงานของร่างกายไม่ดีเพียงพอ ก็อาจทำให้กรดยูริกสะสมในเลือด และตกผลึกที่ข้อ จนนำไปสู่โรคเก๊าท์ได้ 
  1. โรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง 
    คนที่มีโรคประจำตัวบางประเภท เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคอ้วน จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเก๊าท์มากขึ้น เนื่องจากระบบการทำงานของร่างกายไม่สามารถขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้ดี รวมถึงปัญหาการจัดการกับระดับกรดยูริกที่สูงในเลือดด้วย 

อาการของโรคเก๊าท์ 

อาการที่สำคัญของโรคเก๊าท์คือ การเกิดอาการปวดข้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะในข้อที่เท้าและข้อเข่า ซึ่งอาจเกิดจากการที่กรดยูริกในร่างกายสะสมและตกผลึกที่ข้อ ทำให้เกิดการอักเสบและปวดบวม การปวดมักเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนหรือหลังจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง 

นอกจากนี้ การที่ไม่รักษาหรือไม่ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็อาจทำให้โรคเก๊าท์กำเริบหรือกลับมาเป็นซ้ำได้ 

การรักษาและป้องกันโรคเก๊าท์ 

การรักษาโรคเก๊าท์ส่วนใหญ่จะใช้ยาในการลดการอักเสบ และปรับการกินอาหารโดยการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เนื้อสัตว์, เครื่องใน, และการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการดื่มน้ำมากๆ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้เช่นกัน 

สรุป 

“โรคเก๊าท์” เป็นโรคที่เคยถูกเรียกว่า “โรคของราชา” เนื่องจากมันเกิดขึ้นในกลุ่มคนชั้นสูงที่บริโภคอาหารหรูหราและดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป แต่ในปัจจุบัน โรคนี้ไม่จำกัดอยู่แค่ในชนชั้นสูงเท่านั้น ทุกคนสามารถเป็นโรคเก๊าท์ได้ หากไม่ดูแลสุขภาพและมีพฤติกรรมการกินหรือวิถีชีวิตที่ไม่สมดุล การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และลดความเครียด จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเก๊าท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Related Post